การเกิดโรค และอาการเจ็บป่วยของปลาคาร์ป สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความเครียดน้ำที่สกปรก และสภาพน้ำที่แปรปวน โดยเราสามารถสังเกตุได้ จากอาการและพฤติกรรมของปลาที่เปลี่ยนไปจากปกติ เช่น มีอาการซึม, เอาตัวขูดกับขอบบ่อ, นอนนิ่ง ๆ ก้นบ่อ, แยกตัวออกจากปลาตัวอื่น หรือ อาจมีแผลตามลำตัว ซึ่งควรจะต้องแยกปลาที่มีอาการป่วยออกจากบ่อ แล้วคอยสังเกตอาการอย่างเป็นระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาตัวอื่นในบ่อป่วยไปด้วย จากนั้นค่อยรักษาตามอาการที่เป็น เมื่อรักษาถูกจุด ใช้ยาถูกต้อง ก็จะช่วยให้ปลาของคุณกลับมาแข็งแรง เลี้ยงในบ่อรวมกับเพื่อนได้เหมือนเดิมอีกครั้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมีปลามาใหม่ แนะนำว่าควรอย่างยิ่งที่จะต้องกักตัวเพื่อสังเกตอาการ ก่อนจะนำมาปล่อยรวมกับปลาสายพันธุ์อื่น ๆ ในบ่อ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือติดโรคจากปลาตัวใหม่ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพปลาในบ่อทั้งหมดได้ในระยะยาว หากท่านกำลังสงสัยแล้วว่าโรคที่ปลาคาร์ปเป็นส่วนใหญ่จะมีลักษณะอาการและพฤติกรรมเป็นอย่างไร หรือ โรคไหนสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าบ้าง ตามมาดูตัวอย่างและวิธีรักษาเบื้องต้นกันค่ะ
เชื้อรา (Saprolegnia)

เชื้อรา มักพบบ่อยบริเวณผิวหนัง ครีบ หรือ บริเวณที่เกิดแผล มีลักษณะเป็ยปุย ๆ สีขาวคล้ายสำลีไปจนถึงปุยสีน้ำตาล เป็นเชื้อรากลุ่ม Saprolegnia ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังด้านนอกให้เราสามารถมองเห็นได้ง่าย ส่วนเชื้อรากลุ่ม Aphanomyces สามารถแทรกเข้าไปเกิดในกล้ามเนื้อและอาจทำให้เกิดความรุนแรงได้เมื่อบาดแผลติดเชื้อจนลุกลาม เชื้อราชนิดนี้มีวงจรชีวิต 1 - 2 วัน เจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิ 25 – 28 องศาเซลเซียล หากพบเห็นปลาที่มีแผลควรแยกบ่อออกมาเพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแพร่ขยายสู่ตัวอื่น
วิธีรักษา คือ ใช้เกลือ, ด่างทับทิม, มาลาไคต์กรีน หรือ โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต ผสมในน้ำเพื่อแช่ปลาที่ติดเชื้อรา อาจแช่ระยะสั้น หากความเข้มข้นสูง หรือ แช่ในระยะยาว ด้วยความเข้มข้นต่ำก็ได้
ตกเลือด (Hemorrhagic Septicemia)

ตกเลือด อาการแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ การตกเลือดแบบทั่วไป, การตกเลือดแบบติดเชื้อ และการตกเลือดแบบเรื้อรัง โดยจะมีลักษณะอาการตามลำตัวเป็นจ้ำเลือด, ท้องบวมน้ำ, เกล็ดตั้งพอง, เนื้อแหว่ง ในกรณีที่เป็นมากอาจมีแผลเน่าตามลำตัว ถ้าไม่รีบรักษาก็อาจทำให้ปลาตายได้ ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากคุณภาพน้ำไม่ดีจนติดเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas ในน้ำ, เชื้อโรคเยอะในน้ำคุณภาพต่ำ หรือ เกิดจากความเครียดของปลาจากการเดินทาง ซึ่งการตกเลือดเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้บ่อยกับปลาน้ำจืดทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะปลาคาร์ปหรือปลาทอง
วิธีรักษา คือ แยกปลาที่มีอาการดังกล่าวมากักตัว เติมเกลือลงในน้ำ (ประมาณ 3 - 5 กรัม /น้ำ 1 ลิตร) รักษาคุณภาพน้ำเพื่อลดความเครียดและลดอาการอักเสบของปลา ใช้ออกซีเตตราไซคลิน หรือ อิริโธรมัยซิน ผสมในน้ำแช่หรืออาหารให้ปลากิน ตรวจสอบระบบออกซิเจนและถ่ายน้ำในบ่อหลักออกประมาณ 20 - 30% และล้างระบบกรองให้สะอาด เพื่อลดปริมาณแบคทีเรียในน้ำ
จุดขาว (Ichthyophthirius หรือ Ich)

จุดขาว มีลักษณะเป็นตุ่มหรือจุดขาว ขนาดเท่าเม็ดเกลือ ประมาณ 0.5 - 1 มิลลิเมตรตามลำตัวของปลา เหงือก ครีบ และใต้ชั้นผิวหนังด้านนอก ปรสิตชนิดธรรมดาทั่วไป แต่จะกัดกินผิวหนังของปลาไปเรื่อย ๆ บางตัวรุนแรงจนจุดสีขาวขยายวงกว้างติดกันสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อตัวอ่อนโตเต็มที่แล้วจะหลุดออกจากตัวปลาจมลงสู่ก้นบ่อ เมื่อน้ำสกปรกเซลล์ตัวอ่อนจะกระจายไปทั่วเพื่อเกาะตามตัวปลาตัวอื่นได้ ปลาที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการระคายเคืองให้เห็น เช่น ว่ายแฉลบไปมา, ครีบและหางจะหุบ, พยายามเอาตัวถูข้างตู้ / ขอบบ่อ อย่างชัดเจน หากอาการรุนแรงแล้วปลาจะไม่กินอาหารและหายใจแรงผิดปกติ
วิธีรักษา คือ แยกปลาตัวที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ออกจากบ่อ เพื่อกักตัวสังเกตอาการและลำตัวอย่างละเอียด ใช้ฟูราเนสเข้มข้น 0.1 แช่ติดต่อกัน 4 - 7 วัน ทำการเปลี่ยนน้ำในบ่อหลักประมาณ 50% และดูดเศษอาหารที่ตกค้างออก ใส่เกลือเพื่อฆ่าเชื้อ และใช้ยาประเภทมาลาไคต์กรีน หรือ ฟอร์มาลิน เพื่อฆ่าปรสิต
จุดแดง (Red Spot Disease)

จุดแดง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปลาคาร์ป อาจเกิดได้ทั้งจากแบคทีเรีย หรือ ปรสิตกัด (เช่น เห็บปลา / หนอนสมอ), การว่ายชนขอบบ่อ จนแผลภายนอกติดเชื้อ, ถูกแดดปผดเผา หรือ บางครั้งก็อาจมีสาเหตุมาจากคุณภาพน้ำที่แย่ได้เหมือนกัน แผลจะมีลักษณะเป็นจุดเฉพาะที่ ขอบเขตชัดเจน โดยปลาจะมีอาการเอาตัวถูกับขอบบ่อหรือก้นบ่อเพื่อเกาให้หายคันในบริเวณที่เป็นจุดแดง ๆ แถมมีอาการเซื่องซึมไม่ยอมกินอาหาร ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงและตายได้ในที่สุด
วิธีรักษา คือ สามารถรักษาได้หลายวิธี ถ้าเป็นแผลเฉพาะที่สามารถใช้เบตาดีนลงที่แผลเพื่อฆ่าเชื้อได้เลย หากมีอาการมากแล้วให้ใช้ยาปฏิชีวนะผสมกับอาหารให้ปลากินได้เลย ส่วนในบ่อหลักให้เปลี่ยนถ่ายน้ำออกสัก 20 - 30 % ใช้ด่างทับทิม หรือ ฟอร์มาลิน ในอัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับฆ่าเชื้อในน้ำ และล้างระบบกรองเพื่อลดปริมาณแบคทีเรียที่สะสมอยู่
แผลเปื่อย (Ulcer Disease หรือ Furunculos)

ภาพตัวอย่าง โดย www.jpd-nd.com
แผลเปื่อย เป็นโรคที่ไม่ค่อยแสดงอาการเท่าไหร่ แต่จะแพร่เชื้อไปได้ไว พบได้จากแบคทีเรียหลายชนิด เช่น Aeromonas หรือ Pseudomonas โดยอาการที่เห็นได้ชัด คือ จะมีรอยแผลแดงที่ผิวหนังเหมือนโดนกระแทกกระเทาะมา ก่อนที่จะปริแตกออกมาจนดูเหมือนแผลเปื่อย มีสีขาวขุ่น และในกรณีที่รุนแรงแล้ว อาจเป็นแผลลึกลุกลามไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ จนส่งผลให้ครีบหดหาย ลุกลามไปจนถึงตายได้
วิธีรักษา คือ แยกปลาที่ติดเชื้อออกมากักตัว ใส่เบตาดีนเพื่อฆ่าเชื้อที่แผลโดยตรงหากมองเห็น ให้ยาปฏิชีวะนะผสมลงในอาหารหรือละลายในน้ำ ปรับปรุงคุณภาพให้ได้ตามความเหมาะสม และถ่ายเปลี่ยนน้ำบางส่วนออก พร้อมล้างทำความสะอาดระบบกรอง
เหงือกเปื่อย (Gill Rot)

ภาพตัวอย่าง โดย www.jpd-nd.com
เหงือกเปื่อย มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย รา และปรสิตเป็นหลัก ซึ่งเชื้อพวกนี้จะส่งผลทำให้การหายใจของปลาลดลง เสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนและตายได้ ปลาที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการที่สังเกตได้หลากหลาย เช่น ว่ายน้ำช้า อ่อนแรง, ลอยตัวฮุบอากาศบนผิวน้ำบ่อย, เหงือกบวมมีเมือกคลุม, เส้นใยเหงือกซีด/ แหว่ง หรือ เหงือกเปลี่ยนเป็นสีเทาดำ ในบางตัวอาจมีอาการครีบเปื่อยร่วมด้วย
วิธีรักษา คือ แยกปลาออกจากบ่อหลักมากักไว้ งดอาหารและใช้ยาต้านแบคทีเรีย เช่น ออกซีเตตราไซคลิน (Oxytetracycline), ซัลฟาไดมิดีน (Sulfadimidine) หรือ ยาฆ่าเชื้อปรสิตต่าง ๆ สำหรับปลา ดูแลทำความสะอาดระบบกรอง ดูดขี้ปลา เปลี่ยนถ่ายน้ำบางส่วน เติมเกลือให้ได้อัตราส่วน เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในบ่อหลัก
เกล็ดตั้งหรือเกล็ดพอง (Dropsy)

ภาพตัวอย่าง โดย www.jpd-nd.com
เกล็ดตั้งหรือเกล็ดพอง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Aeromonas และ Pseudomonas เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบภายในของปลา ตับ - ไตเกิดการทำงานผิดปกติ คล้ายกับโรคท้องผูกและถุงลมในท้อง ทำให้ปลาไม่สามารถควบคุมของเหลวในร่างกายของตัวมันเองได้ สาเหตุเกิดได้หลายปัจจัย ทั้งคุณภาพน้ำไม่ดีแอมโมเนียสูง-ไนไตรต์สูง, ออกซิเจนต่ำเกินไป, อาหารปนเปื้อน, อาหารขาดโภชนาการ ฯลฯ หากเป็นโรคนี้แล้วปล่อยไว้ไม่รักษาปลาคาร์ปที่ป่วยอาจอยู่ได้ไม่พ้น 1 สัปดาห์
วิธีรักษา คือ แยกปลาออกจากบ่อมากักเพื่อรักษา พิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อแบบแช่หรือแบบฉีด หากไม่มั่นใจให้ปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะหากมีอาการรุนแรงไปจนถึงท้องมาน บวมมากผิดปกติแล้ว ให้งดให้อาหารทันทีเพื่อลดการทำงานของระบบย่อยและการขับถ่าย
เห็บปลา (Fish Lice)

เห็บปลา ปรสิตขนาดเล็กที่เกาะเพื่อกัดกินผิวหนังเป็นอาหาร ดูดเลือดบนตัวปลา มักเกาะอยู่ตามส่วนหาง ครีบ หรือบนผิวหนัง พาหะชั้นดีในการนำเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสหลายชนิด แพร่พันธุ์ไว ปลาที่โดนเห็บเกาะจะว่ายน้ำแบบกระวนกระวาย ด้วยความเครียด คัน และเจ็บ ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันปลาตกบางตัวอาจอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ตามความรุนแรง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหากสังเกตดี ๆ ลักษณะตัวเห็บจะมีความกลมมนคล้ายโล่ ตัวสีใสหรือสีน้ำตาลอ่อน ขนาดตัวประมาณ 6 - 12 มิลลิเมตร
วิธีรักษา คือ หากพบเห็นแล้วไม่ควรปล่อยไว้จนปลาป่วยหนัก สามารถใช้แหนบคีบออกจากตัวปลาได้เลย แยกปลาออกมาจากบ่อแล้วใช้ไตรโคลฟอน (Trichlorfon) หรือ คอปเปอร์ซัลเฟต ในอัตราตามที่ผู้ผลิตหรือสัตวแพทย์ด้านสัตว์น้ำแนะนำ เพราะปริมาณยามีผลต่อชีวิตปลาโดยตรง หลังการรักษาแล้วควรดูดตะกอน, ทำความสะอาดบ่อ, เปลี่ยนถ่ายน้ำบางส่วน พร้อมเฝ้าติดตามอาการปลาตัวนั้น ๆ เพราะอาจจำเป็นต้องรักษาซ้ำเพื่อกำจัดวงจรชีวิตของเห็บปลา
หนอนสมอ (Anchor Worm)

ภาพตัวอย่าง โดย www.jbl.de
หนอนสมอ ปรสิตในกลุ่ม Lernaea spp ที่พบได้บ่อยในปลาคาร์ปและปลาชนิดอื่น ๆ มีลักษณะเป็นตัวเรียวยาวเหมือนเส้นดาย ขนาดประมาณ 5 - 20 มิลลิเมตร มักฝังตัวเกาะแน่นในเนื้อเยื่อปลา โดยเอาส่วนหัวฝังลงไปใต้ผิวหนัง เพื่อดูดเลือดและสารอาหารจากตัวปลา ส่งผลให้ปลาที่ป่วยโรคนี้มีอาการอ่อนแรงลง มีบาดแผลเลือดซึมเหมือนรอยช้ำ เบื่ออาหารไม่ยอมกิน และอาจติดเชื้อแทรกซ้อน โดยปลามักจะปล่อยเมือกออกมาให้น้ำขุ่นเพื่อส่งสัญญาณว่าตัวมันกำลังป่วย
วิธีรักษา คือ แยกปลาที่ป่วยออกมากบ่อหลักมากักไว้ ใช้แหนบดึงหนอนสมอออกจากตัวปลาอย่างระมัดระวัง ทำความสะอาดแผลด้วยเบตาดีน ใช้ยาที่กำจัดปรสิตภายในน้ำ หากปลาที่มีแผลเปื่อยหรือติดเชื้อแทรกซ้อน ให้ใช้ยาปฏิชีวนะ อย่าง ออกซีตราไซคลินผสมไปในอาหารได้เลย
พยาธิภายใน (Internal Parasites)

ภาพตัวอย่าง โดย marinescience
พยาธิภายใน เกิดจากพยาธิเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารและอวัยวะภายใน เช่น ลำไส้, กระเพาะอาหาร, ตับ หรือ ไต พยาธิเหล่านี้อาจะเป็นได้ ทั้งพยาธิหนอนตัวกลมและโปรโตซัว ส่งผลให้เป็นอันตรายต่อตัวปลาจนถึงขั้นตายได้หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา โดยปลาที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะมีอาการเบื่ออาหาร ซึม ๆ นิ่ง ๆ ชอบนอนก้นบ่อ ว่ายน้ำผิดปกติ ตัวผอมแต่ท้องบวม อ่อนแรง และอาจตายได้ในที่สุด เกิดได้ทั้งจากการปนเปื้อนในอาหาร, การติดเชื้อจากน้ำ และการติดเชื้อจากปลาใหม่
วิธีรักษา คือ แยกปลาที่ติดพยาธิออกจากปลาตัวอื่น ๆ เปลี่ยนน้ำบางส่วนและทำความสะอาดบ่อ ใช้ยาถ่ายพยาธิ อย่าง เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) หรือ พราเซควอนเทล (Praziquantel) ผสมไปในอาหารปลา ควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพน้ำในบ่อเพื่อตัดวงจรชีวิตของพยาธิ
จะเห็นได้ว่า โรคต่าง ๆ ที่พบในปลาคาร์ป สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยและหลายสาเหตุเลยใช่ไหมล่ะ ผู้เลี้ยงจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอยสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเพราะปลาป่วย 1 ตัว อาจส่งผลติดเชื้อไปสู่ปลาหลายตัวในบ่อได้ การจดบันทึกในการเปลี่ยนน้ำหรือปริมาณเกลือ และการให้อาหารจึงเป็นส่วนช่วยสำคัญในการเลี้ยงปลาให้ได้คุณภาพและมีสุขภาพที่ดี
หากคุณไม่อยากเป็นคนที่ต้องคอยจดบันทึกด้วยมือ หรือ พิมพ์เก็บไว้ในมือถือแล้วหายาก สามารถใช้งานผ่าน my.koi.in.th ในการช่วยจดบันทึกได้น้า รับประกันว่า ใช้งานง่าย หาข้อมูลย้อนหลังสะดวก ไม่ซับซ้อนแน่นอน