ปัจจุบันปลาคาร์ป ได้รับความนิยมในการเลี้ยงอย่างแพร่หลาย ทั้งสีสันสวยงาม ช่วยเสริมศิริมงคล และเลี้ยงเพื่อไปประกวดแข่งขันล่ารางวัล ในการเลี้ยงสัตว์แต่ละตัวนั้นถือเป็นเรื่องที่ปกติเอามาก ๆ หากปลาที่ท่านเลี้ยงจะมีอาการป่วย เพียงแต่ว่าเมื่อปลาป่วยแล้วจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีในบางอาการ ยิ่งรักษาไวก็ยิ่งมีโอกาสหายได้ไว เพื่อให้กลับมาสุขภาพดี มีสีสันที่สวยงามได้ดังเดิม วันนี้เราจึงอยากแนะนำ "ยารักษาโรค" เพื่อให้ผู้เลี้ยงได้ใช้เป็นแนวทาง และข้อมูลการรักษาเบื้องต้น ที่อาจช่วยชีวิตปลาของคุณไว้ไม่ให้เกิดผลตามมาที่รุนแรง
ซึ่งในการใช้ยาแต่ละชนิดนั้น ควรได้รับคำปรึกษาหรือคำแนะนำจากแพทย์ก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับปลาของเราได้ โดยเฉพาะการใช้ยาตามใจนึกจนเกินขนาด และการคาดเดาสถานการณ์เอง ใช้ยาโดยตรงจนปลาอาจช็อคและตายได้ในที่สุด เอาล่ะ ถ้าอยากรู้แล้วว่ายาสามัญประจำบ้านของคนเลี้ยงปลาคาร์ปนั้น ควรจะต้องมียาตัวไหนติดไว้บ้าง ตามมาดูกันค่ะ
ฟอร์มาลีน (Formalin)

ฟอร์มาลิน (Formalin) ถือเป็นยาสามัญประจำบ้านของคนเลี้ยงปลาหลาย ๆ คน สารเคมีสารพัดประโยชน์ที่ช่วยกำจัดปรสิตขนาดเล็กอย่างโปรโตซัวและปรสิตภายนอกได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ ในปลาคาร์ป เช่น โรคจุดขาว, โรคเมือกขุ่น, โรคตกเลือดตามซอกเกล็ด, โรคเห็บปลา, โรคพยาธิปลิงใส และปลาที่มีอาการหายใจถี่เนื่องจากปรสิตเกาะเหงือก มักเห็นผลได้ดีเมื่อนำฟอร์มาลินมาใช้ร่วมกับมาลาไคต์กรีน (Malachite Green)
วิธีใช้
ความเข้มข้นของฟอร์มาลินที่ใช้จะขึ้นอยู่กับประเภทของโรค โดยมีอัตราส่วนมาตรฐาน คือ 2-3 ซีซี / น้ำ 100 ลิตร แช่ปลาเป็นระยะเวลาประมาณ 30 - 60 นาที พร้อมเปิดออกซิเจนแรง ๆ ตลอดเวลา เนื่องจากยาจะดึงออกซิเจนในน้ำออกอย่างรวดเร็ว วิธีนี้จะช่วยกำจัดโปรโตซัวได้ดี
ข้อควรระวัง
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ทุกครั้ง เนื่องจากไม่ควรใช้ความเข้มข้นสูงหรือใช้เป็นเวลานานเกินไป เพราะอาจทำให้ปลาเครียดและเกิดความเสียหายต่อเหงือกปลาได้
- ห้ามใช้ ฟอร์มาลิน ร่วมกับเกลือ หรือ ด่างทับทิม (Potassium Permanganate) เด็ดขาด!! เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาที่เป็นพิษ ส่งผลอันตรายต่อปลาได้
- ห้ามใช้ฟอร์มาลินผสมกับอาหารหรือผลิตภัณฑ์บริโภค เพราะจะสะสมในร่างกายและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของปลา
การเก็บรักษา
- ควรเก็บฟอร์มาลินไว้ในภาชนะที่ทึบแสง
- วางไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
- หลีกเลี่ยงการเก็บในบริเวณที่โดนแสงแดดจัด
เอนโรฟลอคซาซิน (Enrofloxacin)

เอนโรฟลอกซาซิน (Enrofloxacin) เป็นยาปฏิชีวนะสำหรับสัตว์ในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน (Fluoroquinolones) ใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ระบบทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และโรคผิวหนัง สามารถใช้กับสัตว์ได้หลายชนิด โดยในสัตว์น้ำจะใช้รักษาปลาที่มีอาการตัวแดง ครีบหุบ และหางเปื่อย เกล็ดพอง มีเส้นเลือดตามตัว หรือมีแบคทีเรียอื่น ๆ อยู่ในตัว โดยนิยมใช้แช่ในบ่อที่ปริมาณ 30 มิลลิลิตร / น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร เป็นยาที่ออกฤทธิ์ดี ดูดซึมไว ไม่ส่งผลอันตราย ไร้สารตกค้าง เหมาะมากสำหรับปลาที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร แม้กระทั่งระบบสืบพันธุ์ สามารถใช้ต่อเนื่องติดต่อกันหลายวันจนกว่าปลาจะหายป่วยได้เลย
วิธีใช้
- สามารถใช้อย่างต่อเนื่องจนกว่าปลาจะอาการดีขึ้นได้ ไม่ก่อให้เกิดสารตกค้าง
- สามารถผสมกับอาหารหรือน้ำ ปลาสามารถกินได้
ข้อควรระวัง
- ห้ามสูดดม หรือสัมผัสโดยตรงต่อผิว เป็นอันตรายต่อดวงตาอย่างยิ่ง
แอนตี้แบค (Anti Bac)

แอนตี้แบค (Anti Bac) ยาที่ใช้รักษาอาการติดเชื้อของปลาเจ็บป่วย ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงเจ็บป่วยรุนแรง สามารถฆ่าเชื้อ ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และป้องกันโรคแทรกซ้อนจากแบคทีเรียได้ดี กำจัดอย่างรวดเร็ว มีฤทธิ์ในวงกว้างสามารถกำจัดได้ทั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ ส่วนใหญ่แอนตี้แบค มักถูกใช้โดยการนำมาผสมกับน้ำ สำหรับกักโรคปลาใหม่ หรือใช้รักษาปลาที่ป่วยจากเชื้อแบคทีเรีย อาทิ ครีบ/หางเปื่อย, ท้องบวม, ตกเลือด, เกล็ดพอง, ตัวเป็นขุย, ติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร, แผลอักเสบ และอาการเจ็บป่วยจากภายนอกต่าง ๆ ซึ่งในกรณีนี้หากจะต้องผสมลงในน้ำทุกวัน ๆ แนะนำให้คอยเปลี่ยนถ่ายน้ำออก 20% - 30% ทุกวันด้วย ปลอดภัยต่อปลาและไม่ส่งผลอันตราย ถ้าไม่ผสมในน้ำมีอีกวิธีคือ สามารถนำผงมาผสมกับอาหารเพื่อให้ปลาที่มีอาการป่วยกินได้ทุกวันจนกว่าจะหายได้เลย
วิธีใช้
- ผสมลงไปในน้ำ ด้วยปริมาณ 10 กรัม / น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร
- หากผสมกับอาหาร ใช้อัตราส่วน 10 กรัม / อาหาร 1 กิโลกรัม พร้อมผสมน้ำลงไปเล็กน้อย
ข้อควรระวัง
- ปิดให้มิดชิด เก็บให้พ้นแสง เพื่อป้องกันยาเสื่อมสภาพ
ทิปกิน (Tipkin)

ทิปกิน (Tipkin) ยาปฏิชีวนะชนิดฉีด ใช้รักษาปลาได้อย่างครอบคลุม ยาจะออกฤทธิ์อย่างสมดุล ไม่ส่งผลอันตรายต่อตัวปลา รักษาได้ตั้งแต่เจ็บป่วยทั่วไปจนถึงเจ็บป่วยขั้นรุนแรง โดยปลาที่มักใช้ทิปกินรักษามักจะมีอาการ อย่างเช่น ปลาซึม, นอนนิ่งอยู่ที่ก้นบ่อ, ไม่ว่ายน้ำครีบ, หางหุบแน่น, ไม่กางออกตามปกติผิวหนังตามตัว, ครีบมีอาการตกเลือด, ตัวแดงจัดมีแผลตามลำตัว, แผลเน่าเปื่อย หรือ ครีบขาด หากปลาของคุณมีอาการเหล่านี้ สามารถใช้ยาชนิดนี้ฉีดแล้วแยกตัวออกมากักไว้ เพื่อคอยสังเกตอาการของปลาตัวนั้น ๆ ได้เลย
วิธีใช้
- ฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อของปลา บริเวณครีบอก สามารถฉีดวันเว้นวันได้จนกว่าปลาจะอาการดีขึ้น (ไม่ควรติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์)
- ปริมาณในการฉีดยาขึ้นอยู่กับขนาดของตัวปลา (ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือสัตวแพทย์สัตว์น้ำเพื่อคำนวณโดสที่ปลอดภัยของปลาแต่ละตัว)
ข้อควรระวัง
- ไม่แนะนำให้ใช้ยาติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ เพราะอาจส่งผลอันตรายต่อปลาได้
ด่างทับทิม (Potassium Permanganate)

ด่างทับทิม (Potassium Permanganate) สารเคมีสีม่วง ที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป สามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและกำจัดปรสิตบางชนิดได้ หรือหากปลาของท่านมีปัญหาสุขภาพต่าง ๆ อาทิ โรคเห็บปลา, ปลาตัวแดง, ปลานอนก้นบ่อ, รักษาแผลในตัวปลา ฯลฯ หากมีอาการเหล่านี้ให้ใช้ด่างทับทิมรักษาได้เลย เมื่อละลายผสมลงน้ำแล้ว น้ำจะกลายเป็นสีม่วง, สีชมพู และสีใส ตามลำดับ ซึ่งเมื่อถึงสีใสแสดงว่ายาหมดฤทธิ์แล้ว หรือถ้าหากน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเร็วแทน แสดงว่าน้ำสกปรกจนเกินไปจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายบางส่วนออกก่อนมิเช่นนั้นตัวยาจะหมดฤทธิ์ไวกว่าปกติ ส่วนใหญ่แล้วจะแช่ทิ้งไว้กัน 1 คืนเต็ม ระหว่างใส่ยาลงในบ่อหรือตู้ควรอัดอากาศเข้าไปเยอะ ๆ ด้วย
วิธีใช้
- ใช้ด่างทับทิม 1-2 กรัม / ปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร
- ควรปิด UV หรือ ถอดคาร์บอนออกก่อนใช้
- ละลายผสมกับน้ำใส่ลงภาชนะก่อนเทลงบ่อ
ข้อควรระวัง
- ควรงดอาหารในวันที่ใช้ยา
- จำเป็นต้องใช้ในปริมาณที่แนะนำเท่านั้น มิเช่นนั้นปลาอาจเกิดแผลไหม้พุพองได้
ไซคลอสเปรย์ (Cyclo Spray)

ไซคลอสเปรย์ (Cyclo Spray) สเปรย์รักษาแผลภายนอกเท่านั้น อาทิ แผลสดจากการติดเชื้อ, แผลเปื่อย, แผลถลอก, แผลอักเสบเป็นหนอง หรือแผลจากการขนย้าย ตัวยามีส่วนประกอบของคลอเตตร้าไซคลิน และ ไฮโดรคลอไรด์ มีสรรพคุณช่วยทำให้แผลแห้งไว ลดการอักเสบติดเชื้อ ป้องกันการก่อกวนจากแมลงและปรสิตที่บริเวณแผลของปลา ตัวยาเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้เฉพาะจุด ออกฤทธิ์บริเวณเกล็ดหรือผิวปลาได้ดี หากมีความจำเป็น สามารถใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดผสมอาหารกินหรือยาฉีดอย่างเหมาะสมได้เลย
วิธีใช้
- เขย่าทุกครั้งก่อนใช้ ระยะฉีดควรห่างจากแผลประมาณ 20 - 30 เซนติเมตร
- ฉีดพ่นสเปรย์บริเวณที่เป็นแผลภายนอกของตัวปลาเท่านั้น
ข้อควรระวัง
- ห้ามใช้ยาใกล้กับเปลวไฟหรือใช้ยาขณะสูบบุหรี่
- เก็บให้พ้นจากแสงแดดและไว้ให้พ้นมือเด็ก
- หลีกเลี่ยงการเก็บผลิตภัณฑ์ในอุณหภูมิที่สูงเกิน 25 องศาเซลเซียส
เกลือสมุทร (Sea Salt)

เกลือสมุทร (Sea Salt) ยาสามัญประจำบ้านสำหรับผู้เลี้ยงปลาคาร์ปและปลาอื่น ๆ ทุกชนิด เปรียบได้ดังมนุษย์ก็คือยาพาราที่ต้องมีทุกบ้านนั่นเอง สรรพคุณครอบคลุมสารพัดประโยชน์ สามารถป้องกันโรคและรักษาโรคได้ในคราเดียว ตัวเกลือจะเข้าไปช่วยลดแรงดันของน้ำที่เข้าไปอยู่ในตัวปลาทำให้ปลาคาร์ปของเราปรับสมดุลระหว่างภายในตัวได้ง่ายขึ้น ปลาเหลือพลังงานไปใช้ต่อสู้กับเชื้อโรค หรือ ช่วยลดความเครียดของปลาได้ นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดปรสิตภายนอก, ฆ่าเชื้อโรคบางชนิด และยังกระตุ้นให้ปลาสร้างเมือกได้ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ปลาป่วย, เปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่, ทำการย้ายปลา หรือแม้แต่ใช้เพื่อป้องกันปรสิตในเวลาที่ปลาปกติก็สามารถใช้เกลือได้
วิธีใช้
- ปริมาณเกลือ 1 - 7 กรัม / ปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร (ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้)
ข้อควรระวัง
- ใช้ในอัตราส่วนที่พอดีและเหมาะสมกับปริมาณน้ำ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงความดันออสโมซิสในตัวปลา, ระบบกรองล่ม หรือ ปลาอาจได้รับออกซิเจนที่น้อยลงได้
เบตาดีน (Betadine)

เบตาดีน (Betadine) ยารักษาแผลภายนอกของตัวปลา ที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อทั่วไป สามารถใส่ยาลงไปที่บริเวณแผลโดยตรงได้เลย ใช้ได้ทั้งกับบาดแผลของคนและสัตว์ต่าง ๆ สารออกฤทธิ์หลักคือโพวิโดนไอโอดีน (Povidone-Iodine) ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อย่างหลากหลาย เช่น แบคทีเรีย, เชื้อรา และไวรัส เหมาะสำหรับการรักษาแผลภายนอกของปลาโดยเฉพาะ ช่วยเร่งการสมานแผล ทำให้แผลฟื้นตัวเร็วขึ้น ไม่ว่าจะแผลเปื่อย แผลถลอก หรือแผลจากอุบัติเหตุของปลา สามารถใช้ได้ทุกวันจนกว่าแผลจะหาย แต่ควรใช้ในปริมาณที่พอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไปตามความเหมาะสม
วิธีใช้
- ควรแยกปลาที่มีอาการป่วยออกมากักตัวไว้
- ช้อนปลาขึ้นมาแล้วซับบริเวณบาดแผลให้แห้ง ก่อนใช้ยาทาบริเวณแผลภายนอกของตัวปลา
ข้อควรระวัง
- ใช้เฉพาะทาบนตัวปลา ไม่แนะนำให้หยดลงน้ำโดยอันขาด
- หลีกเลี่ยงการทาบริเวณเหงือกและตาปลา
- หากใช้ปริมาณมากจนเกินไป อาจทำให้ปลาระคายเคืองแผลได้
- ห้ามใช้ในบ่อรวมเพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อปลาตัวอื่น ๆ และกระทบต่อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในน้ำได้
Para - Cide

Para - Cide เวชภัณฑ์ช่วยป้องกันและลดปัญหาปรสิตเกาะบนตัวปลา เช่น ปลิงใส, หนอนสมอ, เห็บระฆัง หรือ อาการที่สงสัยว่าติดปรสิต เช่น ปลาว่ายแฉลบ, นอนพื้นบ่อ, ปลาลอยหัว และกระโดดเวลากลางคืน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ป้องกันปรสิตได้ดี และนำมาใช้ควบคู่กับ Bac Stop ในช่วงกักโรคเพื่อป้องกันการติดเชื้อในบ่อรวมของปลาที่มาใหม่ได้ดี เห็นผลรวดเร็ว ป้องกันสุขภาพปลาเบื้องต้นได้ดีพอสมควร ควรใช้ในอัตราส่วนที่แนะนำ เนื่องจากยามีความเข้มข้นสูง แนะนำผสมลงไปกับในภาชนะเปล่าหรือขวดเปล่าเสียก่อน เพื่อลดความเข้มข้นให้เจือจางลงก่อนจะเทลงบ่อบริเวณที่มีออกซิเจนหนาแน่น
วิธีใช้
- ใช้สำหรับกักโรคปลา ก่อนลงปลาใหม่
- ก่อนผสมยาลงบ่อ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างน้อย 20 - 30%
- ผสมยาลงในบ่อ ที่อัตราส่วน 1 มิลลิลิตร / ปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร
- ใส่ตรงบริเวณที่ออกซิเจนเยอะ ๆ หรือ ตรงช่องกรอง
ข้อควรระวัง
- หลีกเลี่ยงการใส่ยาโดนตัวปลาโดยตรง
- ความเข้มข้นสูง ควรใช้ในอัตราส่วนที่ได้รับคำแนะนำ เท่านั้น
การเก็บรักษา
- ควรเก็บไว้ที่สูงให้พ้นมือเด็ก
Bac – Stop

Bac – Stop เวชภัณฑ์ที่ผลิตและพัฒนาสูตรโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำ โดยตัวยาจะมีสีน้ำเงินเข้ม เหมาะสำหรับใช้กับปลาคาร์ปและปลาสวยงามชนิดต่าง ๆ มีสรรพคุณป้องกันและกำจัดแบคทีเรีย, แผลตามตัว, ผื่นแดง, แผลเน่า, การตกเลือด และแผลติดเชื้อต่าง ๆ รวมถึงยังสามารถใช้ควบคู่กับ Para-Cide ในช่วงกักโรคของปลาใหม่ที่จะมาลงบ่อได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นดังยาสามัญประจำตู้สำหรับคนเลี้ยงปลาเลยก็ว่าได้ เพราะรักษาได้อย่างรวดเร็วและให้ผลลัพธ์ที่ดี แม้จะต้องใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 2 สัปดาห์ก็ไม่เป็นปัญหา เพียงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำออกบ้างอย่างน้อย 20% - 30 % / วัน ขณะใช้ยา
วิธีใช้
- ใช้ในปริมาณ 40 – 50 cc. / ปริมาตรน้ำในบ่อเลี้ยง 1 ลูกบาศก์เมตร (1,000 ลิตร)
- หากใช้ติดต่อกัน 7 – 14 วัน ควรเปลี่ยนน้ำวันละ 20% - 30% เพื่อลดค่าของเสียในช่วงการรักษา
ข้อควรระวัง
- ไม่ควรใช้เกิดปริมาณที่กำหนดเด็ดขาด อาจส่งผลเสียตามมา
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดนตัวปลาโดยตรง เน้นใส่ตรงบริเวณที่ปริมาณออกซิเจนเยอะ
สำหรับปลาคาร์ปที่มีอาการป่วย ไม่ว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรง แนะนำว่าควรแยกตัวปลาที่ป่วยออกมากักไว้ เพื่อทำการรักษาแบบเฉพาะตัวนั้น ๆ ทั้งจะช่วยประหยัดปริมาณยาที่ใช้แล้ว ยังป้องกันเชื้อโรคจากปลาที่ป่วยแพร่กระจายไปสู่ปลาตัวอื่นได้ดีอีกด้วย ยารักษาโรคที่เราได้มาแนะนำให้ทุกท่านทราบนี้เป็นยารักษาอาการเบื้องต้นของปลาที่สามารถหาซื้อได้ง่ายและสะดวกต่อตัวผู้เลี้ยงในการใช้ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อความปอดภัยของปลาที่เรารักแล้ว อย่าลืมปรึกษาอาการป่วยของปลากับสัตวแพทย์ด้านสัตว์น้ำก่อนการใช้ทุกครั้งด้วยนะคะ